หุ้น หุ้นไทย วิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค วิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง

Home : KEN EMA1 TO 6 :

นโยบาย

นโยบาย คือ หลักและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการ
ทำไมถึงต้องมีนโยบาย ในการซื้อขายหลักทรัพย์ เราซื้อขายโดยไม่มีนโยบายได้หรือไม่

มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน ที่ต้องมีนโยบาย ความจริงบางทีไม่ต้องมีนโยบายก็
ประสพความสำเร็จได้ หรือบางทีมีนโยบายก็ไม่ประสพความสำเร็จ แต่บ่อยครั้งที่เรา
เกิดความผิดพลาด โดยลืมความตั้งใจเดิมของเราที่ตั้งไว้ หรือเกิดความไม่ชัดเจน ทั้งๆ
ที่มีนโยบายอยู่แล้ว อาจเกิดความสงสัยว่านโยบายที่มีอยู่ดีจริงหรือไม่ และอาจจะมี
คำถามตามมาอีกว่า นโยบาย สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้หรือไม่
สมมุติว่าเราหลงอยู่ในป่าเราเห็นทางเดินเล็กๆ เราก็ยึดเส้นทางเล็กๆนี้เป็นทางหลัก
นั้นคือนโยบายแรกของเรา แต่พอเดินไปเลื่อยๆเส้นทางนั้นค่อยๆจางลงและหายไป
เราวนเวียนอยู่พักหนึ่งก็เห็นเส้นทางเดิม พร้อมๆกับเห็นเส้นทางใหม่ซึ่งใหญ่กว่าเดิม
แยกออกไป ถึงตรงนี้ก็เกิดปัญหาว่าเราจะเดินต่อไปทางเดินเล็กๆของเรา หรือว่าเรา
จะเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่ซึ้งใหญ่กว่าเดิม หากเห็นว่าเส้นทางใหม่มีโอกาสที่จะพบ
ทางออกมากกว่า และเราก็เลือกที่จะเดินเส้นทางใหม่ แสดงว่า นโยบายของเราได้
เปลี่ยนไปแล้ว จะเห็นว่านโยบายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราไม่พบเส้นทางใหม่
เราจะละทิ้งเส้นทางเดิมหรือไม่ (คงไม่)
ถ้าเรามีเส้นทางเิดิน แต่เราไม่เดินตาม กลับไปเดินผ่านป่าที่มีสิ่งกีดขวาง ก็จะทำให้
การเิดินทางของเราช้าลง และเหน็ดเหนื่อย เปรียบเหมือนว่าเรามีนโยบายที่จัดเจน
แต่เราไม่ทำตามนโยบายที่ได้ตั้งไว้ จะด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ เช่นไม่ชัดเจน หรือ
ลืม แล้วคุณละครับคิดว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ต้องมีนโยบายหรือไม่

กองทุนบางกองทุนเขามีนโยบายชัดเจนเลย อย่างเช่น จะลงทุนในตราสารทุนเฉพาะ
set 100 เท่านั้น หรือหุ้นที่มีเงินปันผล เป็นต้น ถ้าเป็นระดับบุคคลละจะมีนโยบาย
กับเขาได้ไหม ก็น่าจะได้อย่างเช่นคนบางคนมีนโยบายที่จะซื้อขายแบบเน้นคุณค่า
(Value investments) เป็นหลัก อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ร่ำรวยด้วยอาชีพ
ซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ใครๆก็อยากเก่งๆแบบนั้น

ก่อนที่เราจะตั้งนโยบาย ก็ต้องมาสำรวจตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนแบบไหน
ชอบซื้อขายด้วยข้อมูลข่าวสารวงในวงนอก ชอบให้คนอื่นวิเคราะห์ให้ หรือชอบที่จะวิเคราะห์เอง
ชอบการวิเคราะห์แบบเจาะกลุ่มอุสาหกรรม หรือเจาะลึกในธุรกิจหลักทรัพย์นั้นๆ
เราจะเลือกการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือ เราจะเลือกการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค หรือทั้งคู่
เ่ช่นผมเลือกที่จะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค เพราะว่าผมเป็นคนไม่มีข่าววงใน
ไม่ชอบที่จะต้องหาข้อมูลทางการเงินหรือความอยู่รอดของหลักทรัพย์นั้นๆ
และไม่มีเวลาที่จะมาตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขทางบัญชีต่างๆ
ไม่ได้ติดตามเศรษฐกิจ ค่า GDP,เงินเฟ้อ,อัตราดอกเบี้ย จะเกี่ยวพันกันอย่างไร
หรือไม่ได้เฝ้าการเมืองว่าจะส่งผลอย่างไร ซึ่งผมถือว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลกับราคาหลักทรัพย์โดยตรง
แล้วจึงส่งผลเป็นข้อมูลดิบ ด้วยค่า open, high, low, close, vol, val
เพื่อนำมาวิเคราะห์ทางเทคนิคอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมก็ยอมรับว่าช้ากว่า ความเป็นจริงอยู่
เช่นข่าวไม่ดีทำให้หุ้นตก และหุ้นนั้นก็ตกจริง ถ้าเรารู้ก่อนแล้วขายออกไป จะทำให้ไม่ขาดทุน
การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่รู้ก่อนว่าจะมีข่าวไม่ดี เมื่อข่าวนั้นส่งผล ราคาได้ตกลงไปแล้ว
ซึ่งผมถือว่าในทางเทคนิคไม่สามารถบอกจุดสูงสุดที่จะขายได้อยู่แล้ว แต่เมื่อราคาหุ้นตกมาถึงระดับหนึ่ง
ตัวชี้วัดจะต้องส่งสัญญาณขายออกมาให้เราทราบอย่างแน่นอน
เพราะฉนั้น นโยบายแรกของผมก็คือ ยอมที่จะซื้อหรือขาย ไม่ได้ในราคาต่ำสุดหรือสูงสุด
เืพื่อแลกกับการที่จะไม่ต้องหาข่าวไม่ต้องติดตามเศรษฐกิจการเมือง
โดยการเลือกการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคแทนการวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน
นโยบาย ต่อไปมาเลือกกันต่อว่าจะวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค ด้วยตัวชี้วัดตัวไหน และเริ่มอย่างไร
นโยบายต่อมาคือ ต้องมีระบบ จะทำอย่างไรถึงเรียกว่าซื้อขายอย่างมีระบบ
ระบบบัญชีในสมอง ไม่ถือว่าเป็นการซื้อขายอย่างเป็นระบบ จะเป็นระบบได้ต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วย
อย่างระบบบัญชีก็ต้องมี พอร์ตโฟลิโอ มาช่วย ควบคุมติดตาม บริหาร พอร์ต การซื้อขายหุ้นหลายๆตัว
ใช้ระบบบัญชีในสมองไม่เพียงพอแน่ เมื่อเราเพิ่มพอร์ตการลงทุนเข้าไปใหม่ จะส่งผลอย่างไรต่อ
พอร์ตรวมทั้งหมด ถ้าเราซื้อขายโดยไม่มีพอร์ตโฟลิโอ ถือว่าเรายังไม่มีระบบ
การที่จะทำให้เราซื้อขายได้อย่างมีระบบ เราจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่ดี ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ใช้แทนจิตใจของเรา
ฝรั่งเขาคิดเครื่องมือขึ้นมาใช้กันนานมาแล้ว เพราะตลาดบ้านเขาเกิดก่อนบ้านเราพอสมควร
เราจึงเห็นเครื่องมือมากมายหลายอย่างที่นำมาใช้ในการซื้อขาย สิ่งนี้เองที่เรียกว่าซื้อขายอย่างมีระบบ
คนส่วนใหญ่ก็ใช้เครื่องมือกันทั้งนั้น แต่ก็มีมากเหมือนกันที่ยังไม่ได้ใช้เครื่องมือ
เครื่องมือถ้าใช้ให้ถูกต้องตามชนิดของเครื่องมือนั้นๆแล้วย่อมต้องเกิดประโยชน์อย่างมาก
และต้องใช้ให้ถูกประเภท เช่นใช้ไขควงต๊อกตะปู ย่อมสู่ฆ้อนไม่ได้ เครื่องมือหลายอย่างเกินความสามารถที่คนเราจะทำได้
เช่นแม่แรงตัวเล็กๆสามารถยกรถยนต์ได้ หรือคอมพิวเตอร์ประมวลผลได้รวดเร็ว ซึ่งคนไม่สามารถทำได้แน่นอน
ขอให้เราเชื้อว่าเครื่องมือจะช่วยทำให้เกิดระบบที่ดีได้ ถึงตรงนี้ก็อยากจะรู้แล้วว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไร
เครื่องมือสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ฝรั่งเขาใช้กันก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่เอง
ผมจะขอกล่าวถึงเฉพาะโปรแกรมที่ใช้วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคเท่านั้น
โปรแกรมวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมีอยู่มากมายหลายโปรแกรม มีตั้งแต่ราคา $30 ถึง $3000
แล้วเราจะเลือกอย่างไร หลักใหญ่ของโปรแกรมเหล่านี้จะต้องมี ระบบการจัดการฐานข้อมูล
จัดการข้อมูลแบบ เวลา ณ.ขณะนั้น (real-time) หรือ วันต่อวัน (end-of-day) การแก้ไข ปรับเปลี่ยนข้อมูล
การ update ข้อมูล ระบบตัวชี้วัด (indicator) ให้มามากน้อยขนาดไหน การใช้งานอยากง่ายอย่างไร
เป็นมาตราฐานที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่หรือไม่ โปรแกรมโดยทั่วไปก็มีเหมือนๆกัน เลือกใช้เพียงโปรแกรมเดียวก็พอ
แล้วใช้ให้เต็มประสิทธิภาพของความสามารถที่เขาให้มา โดยส่วนตัวผมเลือกโปรแกรม Metastock
เพราะเป็นโปรแกรมมาตราฐานมีผู้คนใช้กันทั่วโลก ไม่ยึดติดกับ ตัวชี้วัด (indicator) เดิมๆ
สามารถสร้างตัวชี้วัดขึ้นมาใหม่ในภายหลังได้ไม่รู้จบ ทำให้ทันยุกต์ทันสมัยอยู่เสมอ ผู้ผลิตก็ออกเวอร์ชั่นใหม่ๆตลอดมา
มีระบบการค้นหาหุ้นตามเงื้อนไขที่เรากำหนด แล้วนำไปทดสอบด้วยว่าเงื้อนไขนั้นจะมีกำไรขาดอย่างไร
แถมยังมีระบบเฝ้าระวังแจ้งเตือนตามเงือนไขอีกด้วย ยิ่งมีผู้ีคนใช้กันเป็นจำนวนมาก ก็จะมีสูตรดีๆ ตามมา ให้ได้
ทดสอบกัน โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่นๆ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเลือกโปรแกรมได้แล้ว ต่อมาก็ต้องเลือก
ผู้ให้บริการข้อมูล ปัจจุบันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะมีผู้ให้บริการข้อมูลมากมายในราคาถูกๆ
ไม่เหมือนสมัยก่อน การหาข้อมูลเป็นสิ่งที่ทำได้อยากมาก นอกจากจะมีผู้ให้บริการน้อยแล้วยังมีราคาแพงอีกต่างหาก
ยุกต์แรกๆเสียค่าบริการข้อมูลกันหลักหมื่น เดี่ยวนี้แค่หลักร้อย สะบายๆ ถึงอย่างนี้ก็ยังไม่คิดที่จะลงทุนกันเลย
การมีเครื่องมือซื้อขายอย่างเป็นระบบ กับค่าใช้จ่ายเพียงเท่านี้ ผมคิดว่ามันคุ้มค่าครับผม
ลำดับมาถึงต่อที่ว่าเราได้เครื่องมือมาแล้ว เราจะทำอย่างไรถึงจะใช้เครื่องมือนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แน่นอนก็ต้องศึกษาคู่มือ หรือความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมนั้นจากแหล่งที่ให้ความรู้ได้ตรงจุดตรงประเดน
หากต้องการความรวดเร็ว ไม่อยากเสียเวลา (เวลาเป็นเงินเป็นทอง) ก็ต้องไปเรียนโดยตรงกับหลักสูตรนั้นๆ
ต่อไปจะพูดถึงการนำโปรแกรมนี้มาใช้งาน ซึ้งก็ยังอยู่ในหัวข้อของนโยบายอยู่ การนำข้อกำหนดจากตัวชี้วัดมาตั้งเป็น
นโยบายในการซื้อขายหลักทรัพย์ จะทำให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และไม่ทำให้หลงทางได้ง่าย
อย่างเช่น "เราจะซื้อก็ต่อเมื่อตัวชี้วัดในระัดับ Long Term แสดงสัญญาณเท่านั้น"
เห็นไหมครับว่า เริ่มเป็นระบบมากขึ้น เพราะไม่ได้ซื้อด้วยอารมณ์ ในขณะนั้น แต่ซื้อด้วยค่าที่กำหนดไว้จาก
ตัวชี้วัดในระดับ Long Term ซึ่งให้ความปลอดภัยมากกว่าตัวชี้วัดในระดับ Short Term
แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ตั้งข้อกำหนดไว้อย่างนี้เพียงอย่างเดียว ยังมีตัวชี้วัดอีกมากที่เราจะได้เลือกใช้กัน
ในกลุ่มของตัวชี้วัดระยะสั้น (Short Term) มีอะไรบ้าง และตัวชี้วัดระยะยาว(Long Term) มีอะำไรบ้าง
แล้วเราจะใช้งานอย่างไร เราก็ต้องมาวางนโยบายกันต่อ
ก่อนที่เราจะเลือกใช้ตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่ง เราควรมีแผนการซื้อการขายก่อน ว่าเราจะซื้อขายในรูปแบบไหนดี
โดยทั่วไปแล้วผู้คนส่วนใหญ่ต้องการ ซื้อถูกขายแพง ในระยะเวลาไม่มากนัก จึงมีผู้ตอบสนองด้วยการสร้างสูตร
ที่ดีที่สุดซื้อได้ในราคาต่ำที่สุด และขายได้ในราคาที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายก็จะพบว่ายิ่งสร้างสูตรที่ดีที่สุด
เมื่อนำมาใช้งานแล้วกับพบว่าเกิดความผิดพลาดมากกว่าสูตรที่ไม่ได้ซื้อขายในราคาที่ต่ำสุดหรือสูงสุดเลย
ทางสายกลางก็ยังคงความเป็นอมตะอยู่ดี สรุปว่าไม่มีเครื่องมือตัวไหนซื้อได้ในราคาต่ำสุด และขายได้ในราคาสูงสุด
ที่ไม่มีความผิดพลาดเลย เพราะฉนั้นระหว่างความพยามที่จะเขียนสูตรที่ดีที่สุด กับการเลือกใช้สูตรที่ไม่ต้องดีมากแต่
ความพิดพลาดน้อย แล้วใช้จนเกิดความชำนาญ อย่างหลังน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
สุดท้ายนโยบายการเลือกตัวชี้วัดของผม ก็แค่เส้นค่าเฉลี่ยธรรมดา ง่ายๆไม่สับซ้อน ใช้บ่อยๆประยุกต์บ้างตามสมควร

เส้นสีเขียวคือเส้นค่าเฉลี่ยของ (h+l+c)/3 อีกที่หนึ่ง จากนั้นก็เฉลี่ยต่อกันไปอีก 5 - 6 เส้นก็พอแล้ว ปรับค่า
periods ตามเหมาะสม จะเห็นว่าไม่ถึงกับช้าจนเกินไป และแน่นอนไม่ค่อยผิดพลาดเหมือนสูตรที่พยายามจะ
กำหนดจุดซื้อให้ได้ต่ำที่สุด ส่วนใหญ่ ema1 ตัด ema2 ขึ้นก็เป็นมัดแย็บแรกของเรา ซื้อด้วยเงินจำนวน
ไม่เกิน 30 % ของพอร์ตที่ตั้งใจจะซื้อ ระบบที่ดีต้องมี Stop loss ที่แน่นอน หาก ema1 ไปไม่ไหวตัดกลับ ema2
ลงมาก็ Stop loss ตามที่เราตั้งไว้ แต่ถ้าหากว่าโชคดี ema1 ตัดถึง ema6 (เส้นสีแดง) ค่อยเพิ่มทุนตามเหมาะสม
ถ้าเป็นไปได้มีช่วงที่เรียกว่า Let profit run เราจะมีค่าขนมอย่างแน่นอน ระบบที่จะทำให้เราไม่ขายหมู(อย่างที่ชาวบ้านพูด)
คือ ema1 ยังไม่ ตัด ema6 ลงมา ก็จะยังคงแนวโน้มเดิม ตามหลักข้อที่หนึ่งของการวิเคราะห์ทางเทคนิค
คือหุ้นจะคงแนวโนมเดิมจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มใหม่ จากสิ่งกระทบใหม่
นโยบายต่อไปที่จะนำเสนอ ต้องติดตามครับผม

เขียนโดย นายชาญชัย พุฒิกานนท์ " ken " โทร. 081-9298827